มาตรการหยุดเวลาเสียเวลาของ FIFA ช่วยเพิ่มเวลาลูกบอลในเกมขึ้นมา แต่พรีเมียร์ลีกยังคงเป็นลีกที่ลูกบอลอยู่ในสนามน้อยที่สุด — เพียง 55 นาที 23 วินาทีโดยเฉลี่ย นั่นต่ำกว่า Champions League ถึง 1 นาที กับ World Cup กว่า 3 นาที
"ลูกบอลในเกม" (ball-in-play time) หมายถึงเวลาที่ลูกบอลกำลังถูกเล่นจริง ๆ ไม่ใช่เวลาทั้งหมด 90 นาที สถิติดังกล่าวเปรียบเทียบว่าการแข่งขันต่าง ๆ มีเวลาเล่นจริงกี่นาที ซึ่งแสดงถึงระดับการเสียเวลาของผู้เล่นและบรรณาธิการ
ตัวเลขแบ่งออกดังนี้: World Cup 58 นาที 3 วินาที (ปรับปรุงจากเดิม) / Champions League 56 นาที 43 วินาที / พรีเมียร์ลีก 55 นาที 23 วินาที เสนอว่า FIFA ได้ลดมาตรการพักน้ำ (hydration breaks) ที่ใช้อยู่ แต่พรีเมียร์ลีกเวลาเสริมกลับไม่เพิ่มขึ้นมากเท่า จึงสูญเวลาไปในภาพรวม
สังเกตจากแฟนบอลว่ายังคงมีจุดอื่น ๆ ที่เสียเวลา โดยเฉพาะการตีคอร์เนอร์ — ลูกเตะคอร์เนอร์ที่ทำให้เกมหยุดราว 30 วินาทีต่อครั้งเพื่อบรรณาธิการพูดกับผู้เล่นเกี่ยวกับการผลักตัว
เสียงแฟนบอล
- “"That extra 13 seconds made it for me" — แฟนบอลหวินคณะทำเนียบเกี่ยวกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจำนวนน้อย”
- “"FIFA ลบมาตรการพักน้ำไปแล้ว แต่หลังจากนั้นเวลาเสริมกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่า ๆ กัน พรีเมียร์ลีกจึงสูญเวลาไป"”
- “"ต่อไปต้องมอง corners ให้หนัก บรรณาธิการยาวไขมันเกี่ยวกับการผลักตัว แล้วมันก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี"”
เกร็ดน่ารู้
- ลูกบอลในเกม (ball-in-play time) — เวลาที่ลูกบอลอยู่ในเกมจริง ๆ นับตั้งแต่ผู้เล่นเตะลูก ตรงข้ามกับเวลาหยุดเช่น throw-in goal-kick และการเสียเวลา
- มาตรการหยุดเวลาเสียเวลา — โครงการของ FIFA ลดการเสียเวลาตามวัจนะของผู้เล่นและบรรณาธิการ ทำให้เกมเคลื่อนไว้ขึ้น
- Hydration breaks — มาตรการพักน้ำในสภาพอากาศร้อน FIFA เพิ่มเข้ามา แต่พรีเมียร์ลีกลบออกไปแล้ว
- Martyn Ziegler — นักข่าวสายตลาดซื้อขาย The Times ขึ้นชื่อเรื่องวิเคราะห์สถิติฟุตบอล
พรีเมียร์ลีกอาจต้องมองที่มาตรการเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มเวลาเล่นจริง โดยเฉพาะการตีคอร์เนอร์และสถานการณ์อื่น ๆ ที่บรรณาธิการคุมการเล่น
"เสียงแฟนบอล" เรียบเรียงจากปฏิกิริยาในกระทู้ r/soccer ที่มา: กระทู้ต้นฉบับ (Reddit)